ยินดีต้อนรับเข้าสู่สถานีวิทยุ FM.107.75 MHz 32/5 หมู่ 3 ตำบลโคกหล่อ อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง แนะนำเพลง 075-270450 ติดต่อธุรกิจ 084-2902900

สรรพคุณสมุนไพรไทย

1.ว่านหางจระเข้
 เป็นสมุนไพร ที่มีสรรพคุณ ในการรักษาแผล บำรุงผิว รักษาแผลในกระเพาะอาหาร และ บำรุงเส้นผม นิยมนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการทำเครื่องสำอางค์ สำหรับผิว สำหรับผม ชื่อทางวิทยาศาสตร์ของว่านหางจระเข้ คือ Aloe barbadenisi Mill. ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Aloe ชื่ออื่นๆของว่านหางจระเข้ เช่น ว่านไฟไหม้ หางตะเข้ ว่านหางจระเข้ เป็นไม้ล้มลุก ความสูงประมาณ 30 เซ็นติเมตร ลักษณะเป็นข้อและปล้องสั้น ใบของว่านหางจระเข้ เป็น ใบเดี่ยว ยาว อวบน้ำ มีสีเขียวอ่อน ภายในใบมีวุ้นใส ดอกว่านหางจระเข้ จะเป็นช่อออกตรงกลางต้น ดอกย่อยของว่านหางจระเข้ เป็นหลอดห้อยลง จะมีสีส้ม

สรรพคุณของว่านหางจระเข้

  • นำว่านหางจระเข้มารักษาแผลไฟไหม และน้ำร้อนลวก โดย ใช้น้ำยางมาทาผิวของแผล ช่วยรักษาแผล และสมานแผลได้
  • การรักษาสิว โดยใช้ยางว่านหางจระเข้ทาหน้า รักษาสิวให้แห้งและหลุดง่าย
  • บำรุงผมและหนังศีรษะ โดยใช้ยางว่านหางจระเข้ มาเป็นส่วนผสมของยาสระผม ทำให้ ลดอาการคันหนังศรีษะ ไม่มีรังแค
  • นำว่านหางจระเข้มารับประทาน ใช้รักษาแผลในกระเพาะอาหาร

 

 

2.ขี้เหล็กเทศ
เป็นพืชมีถิ่นกำเนิดในอเมริกาใต้ สามารถปลูกได้ในประเทศเขตร้อนชื้น โดยจะขึ้นพื้นที่โล่ง รกร้าง ตามไหล่เขา ริมคลอง ยอดอ่อนและใบถูกนำมาเป็น ส่วนผสมสำหรับทำ แกงเลียง แกงเผ็ด ต่างก็ใช้ขี้เหล้กเทศ มีความอร่อยของอาหาร มีการนำเมล็ดของขี้เหล็กเทศมาบดดื่มแทนชาและกาแฟ แต่การรับประทานขี้เหล็กเทศต้องบริโภคในปริมาณที่เหมาะสำ หากรับประทานมากเกินไปจะเป็นพิษต่อกระเพาะอาหาร ต่อตับ ระบบเลือด หัวใจ ปอดและลำไส้ได้ ซึ่งพิษของขี้เหล็กเทศอยู่ที่เมล็ด

 

สรรพคุณของขี้เหล็กเทศ

การนำเอาขี้เหล็กเทศมาใช้ประโยชน์ทางสมุนไพร ต้องระมัดระวังการใช้งาน เนื่องจากตัวขี้เหล็กเทศ มีพิษ ซึ่งพิษของขี้เหล็กเทศจะเป็นพิษต่อกระเพาะอาหาร ต่อตับ ระบบเลือด หัวใจ ปอดและลำไส้ได้ โดยประโยชน์ของขี้เหล็กเทศ สามารถนำมาใช้ได้ทั้ง เมล็ด เปลือก รากและใบ โดยรายละเอียด ดังนี้

  • รากของขี้เหล็กเทศใช้บำรุงร่างกาย  รักษาแผลในหู เป็นยาเย็นดับพิษร้อนในร่างกาย แก้ไข้มาลาเรีย เป็นยาขับปัสสาวะ ฆ่าเชื้อโรค รักษาโรคทางเดินปัสสาวะและนิ่ว รักษาโรคหนองใน
  • เมล็ดของขี้เหล็กเทศใช้บำรุงธาตุ รักษาโรคหัวใจ ใช้ลดความดันโลหิต เป็นยาแก้วิงเวียน รักษาอาการตาบวมแดง เป็นยาแก้ตาแดงตาอักเสบ แก้ไอหอบหืด แก้ร้อนในปาก ยาบำรุงกระเพาะอาหาร แก้ปวดกระเพาะอาหาร ช่วยรักษาระบบการย่อยอาหารไม่ดี ยาบำรุงกระเพาะอาหาร แก้ปวดกระเพาะอาหาร ช่วยรักษาระบบการย่อยอาหารไม่ดี
  • เปลือกของขี้เหล็กเทศใช้รักษาโรคเบาหวาน รักษาไข้มาลาเรีย รักษาโรคหนองใน
  • ใบของขี้เหล็กเทศใช้ แก้ปวดหัว แก้ปวดฟัน รักษาอาการตาบวมแดง เป็นยาแก้ตาแดงตาอักเสบ ยาลดไข้ แก้ไอหอบหืด แก้ร้อนในปาก ยาบำรุงกระเพาะอาหาร แก้ปวดกระเพาะอาหาร ช่วยรักษาระบบการย่อยอาหารไม่ดี เป็นยาถ่าย ยาระบาย เป็นยาถ่ายพยาธิ รักษาโรคหนองใน เป็นยารักษาโรคผิวหนัง ใช้ทารักษากลากเกลื้อน ผิวหนังพุพอง โรคผิวหนังอักเสบ โรคผิวหนังต่าง ๆ ใช้เป็นยาถอนพิษ ใช้รักษาแมลงสัตว์กัดต่อย

 

 

3.ดอกคำฝอย
ชาจากดอกคำฝอย เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เป็นเครื่องดื่มที่ไร้ซึ่งคาเฟอีน แถมยังมีสรรพคุณทางยาอีกต่างหาก เป็นสมุนไพรไทยที่ดีมากๆ ดอกคำฝอย ชื่อภาษาอังกฤษ เรียก Carthamus tinetorius L. ต้นคำฝอยเป็นต้นไม้ที่พบได้ทางภาคเหนือของประเทศ คำฝอยเป็นไม้ล้มลุก ความสูงประมาณ 1 เมตร ขอบใบเป็นหยักเหมือนฟันเลื่อย ปลายของใบจะแหลม เป็นพืชสมุนไพรที่ปลูกง่ายและชอบอากาศเย็น

 

สรรพคุณของดอกคำฝอย

  • มีสรรพคุณทางยา บำรุงโลหิต บำรุงระบบประสาท บำรุงหัวใจ ขับประจำเดือน ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยป้องกันไขมันอุดตัน
  • ดอกคำฝอยแก่ เรานำมาทำสีผสมอาหารหากนำดอกคำฝอยแก่มาแช่น้ำจะให้สีเหลือง สามารถนำมาผสมในอาหารหรือผสมขนมให้สีสันที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ดอกคำฝอยแก่ เรานิยมนำมาชงเป็นชา ที่แก่มาชงกับน้ำร้อน
  • เกสรของดอกคำฝอย มีสรรพคุณช่วย บำรุงโลหิต ช่วยขับประจำเดือน
  • เมล็ดของดอกคำฝอย สรรพคุณช่วยขับเสมหะ แก้โรคผิวหนัง หากนพเมล็ดมาบดและทาจะช่วยแก้อาการบวมได้

 

 

4.ส้มแขก
ภาษาอังกฤษ เรียก Garcinia มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Garcinia atroviridis Griff. ex T.Anderson เป็นพืชตระกลูเดียวกับมังคุด ชื่อเรียกอื่นๆ ของ ส้มแขก เช่น ชะมวงช้าง ส้มควาย อาแซกะลูโก ส้มพะงุน ส้มมะอ้น ส้มมะวน มะขามแขก เป็นต้น ส้มแขกเป็นพืชท้องถิ่นของอินเดียและศรีลังกา และในประเทศไทยนิยมปลูกในภาคใต้ เนื่องจากส้มแขกมีรสเปรี้ยว นิยมนำมาทำส่วนประกอบในการทำ แกงส้ม แกงเลียง ต้มเนื้อ ต้มปลา เป็นต้น

 

ต้นส้มแขก เป็นไม้ยืนต้น มีความสูงประมาณ 14 เมตร เปลือกของต้นส้มแขกมีสีน้ำตาลดำ ใบของส้มแขกเป็นใบเดี่ยว ใบใหญ่ เรียบ และมัน ใบอ่อนมีสีน้ำตาล ดอกส้มแขก ด้านในมีสีแดง ส่วนด้านนอกจะมีสีเขียว ผลของส้มแขก จะมีผิวเรียบ สีเขียว เมื่อแก่จะมีสีเหลือกแก่ นักโภชนาการ ได้ศึกษาส้มแขก พบว่ามีสาร HCA(Hydroxycitric Acid) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่น คือ ยับยั้งเอนไซม์ในกระบวนการสร้างไขมัน จากคาร์โบไฮเดรต ส้มแขกจึงนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบสำหรับอาหารเสริมสำหรับลดน้ำหนัก มีการแปรรูบส้มแขก มากมาย เช่น เม็ด ชา แคปซูล

 

สรรพคุณของส้มแขก

  • ดอกของส้มแขก มีสรรพคุณ ช่วยแก้ไอ ขับเสมหะ ลดความดันโลหิต
  • ผลของส้มแขก สามารถนำมาช่วยลดความดัน ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วยฟอกโลหิต ช่วยเจริญอาหาร ช่วยลดไขมัน
  • รากของส้มแขก สามารถใช้ เป็นยาแก้กษัย บรรเทาอาการปวดท้องสำหรับสตรีมีครรภ์ เป็นยาระบายอ่อนๆ ขับปัสสาวะ รักษานิ่ว
  • ใบของส้มแขก สามารถใช้ แก้อาการท้องผูก ขับปัสสาวะ

 

 

5.อัญชัน
เป็นพืชผักสมุนไพรประเภทไม้เลื้อย อัญชัน มีประโยชน์หลายด้าน สรรพคุณ ใช้ขับปัสสาวะ บำรุงเส้นผม และเป็นยาระบายอ่อนๆ แก้อาการคลื้นไส้ อาเจียน ใช้บำรุงความงาม ใช้ทำเครื่องสำอางค์ ให้สีผสมอาหาร สีม่วง ดอกไม้สีม่วง ที่ประโยชน์หลากหลาย อัญชัญ ภาษาอังกฤษ เรียก Butterfly pea ชื่อวิทยาศาสตร์ ของอัญชัน เรียก Clitore ternatea Linn ชื่ออื่นๆของอัญชัน เช่น แดงชัน เอื้องชัน เองชัญ ชื่อเรียกของอัญชัญจะเรียกแตกต่างกันตามแต่ละท้องถิ่น อัญชันเป็นไม้เลื้อย สามารถปลูกตามรั้วบ้าน หรือปลูกเป็นซุ้ม สวยงาม ลำต้นของอัญชันจะมีขนนุ่ม ส่วนใบของอัญชัญจะเป็นช่อ ลักษณะใบจะเป็นรูปไข่ อัญชันที่พบมีอยู่ 2 ชนิด คือ ชนิดอัญชันดอกขาวกับอัญชันดอกน้ำเงิน และชนิดพันธุ์ทาง อัญชัญชนิดนี้จะมีสีม่วง ซึ่งเกิดจากการผสมระหว่างสีขาวกับสีน้ำเงิน

 

สรรพคุณของอัญชัญ

  • อัญชัญสามารถนำมาทำเครื่องสำอางและนำมาทำเป็นยา นิยมนำดอก เมล็ด และรากมาใช้ประโยชน์
  • ดอกอัญชัน นิยมนำมาทำแชมพูสระผม ดอกอัญชันจะช่วยให้ ผมดกดำ ผมนุ่มสวย ดอกอัญชันนำมาคั้นให้สีม่วง ในการทำสีผสมอาหาร นิยมนำมาผสมขนมไทย เช่น ขนมช่อม่วง ขนมเรไร ขนมขี้หนู ขนมน้ำดอกไม้ นำมาทำน้ำอัญชัน
  • เมล็ดของอัญชัญ มีสรรพคุณเป็นยาระบาย แก้อาการคลื้นไส้ อาเจียน
  • รากของอัญชัญ มีรสขม นำมาใช้เป็นยาขับปัสสาวะ และทำยาระบาย

 

 

6.กระดังงา

เป็นสมุนไพร พืชที่ดอกมีกลิ่นหอม ซึ่งแฝงไปด้วยประโยชน์ต่างๆ มากมาย โดยสรรพคุณของกระดังงา เช่น เป็นยาบำรุงธาตุ เป็นยาชูกำลัง ยาบำรุงเลือด ยาบำรุงหัวใจ แก้ไข้จากอาการเลือดเป็นพิษ แก้การเวียนหัว แก้จุกเสียดแน่นหน้าอก บำรุงประสาท แก้อาการซึมเศร้า ลดความดันเลือด แก้หอบหืด ช่วยขับลม ช่วยขับปัสสาวะ เป็นยาฆ่าเชื้อโรค แก้ท้องเสีย ช่วยขับปัสสาวะ เป็นต้น กระดังงา หรือ กระดังงาไทย เป็น ไม้ยืนต้น ใน ตระกูลเดียวกับน้อยหน่าและการเวก ภาษาอังกฤษ เรียก Ylang-ylang มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cananga odorata (Lamk.) Hook.f. et Th. ชื่ออื่นของกระดังงา เช่น สะบันงา สะบันงาต้น สะบานงา กระดังงาใบใหญ่ กระดังงาใหญ่ กระดังงอ กระดังงา กระดังงาถิ่นกำเนิด อยู่ที่เอเชียเขตร้อนในแถบของประเทศฟิลิปปินส์และประเทศอินโดนีเซีย ต้นกระดังงา เป็น ไม้ยืนต้น ที่มีความสูงประมาณ 15 เมตร ลักษณะของต้นเป็นพุ่ม สามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบเป็นรูปรี เปลือกต้นกระดังงาจะเกลี้ยงมีสีเทา ดอกของกระดังงาออกเป็นช่อ เป็นกระจุก ออกตามซอกใบ สีเหลือง มีกลิ่นหอม ผลของกระดังงา ออกเป็นกลุ่ม ดอกมีกลิ่นหอม กระดังงา สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการเพาะเมล็ด และสามารถตอนกิ่งได้แบบไม้ยืนต้นทั่วไป

 

สรรพคุณของกระดังงา

  • ดอกกระดังงา สามารถนำมาใช้เป็น ยาบำรุงธาตุ เป็นยาชูกำลัง ยาบำรุงเลือด ยาบำรุงหัวใจ แก้ไข้จากอาการเลือดเป็นพิษ แก้การเวียนหัว แก้จุกเสียดแน่นหน้าอก
  • น้ำมันหอมระเหยที่สกัดจากดอกกระดังงา สามารถนำมาบำรุงประสาท แก้อาการซึมเศร้า ลดความดันเลือด แก้หอบหืด ช่วยขับลม ช่วยขับปัสสาวะ เป็นยาฆ่าเชื้อโรค
  • เปลือกและต้นกระดังงา สามารถนำมาใช้แก้ท้องเสีย ช่วยขับปัสสาวะ

 

 

7.ตะไคร้

สมุนไพร นิยมนำมาประกอบอาหาร สรรพคุณของคะไคร้ เช่น ยาบำรุงธาตุ ช่วยในการเจริญอาหาร ขับสารพิษในร่างกาย ลดไข้ ลดความดัน บรรเทาอาหารปวด แก้อาเจียน ขับปัสสาวะ รักษานิ่ว รักษาโรคผิวหนัง ช่วยขับลมในลำไส้ แก้โรคหืด แก้อหิวาตกโรค บำรุงสมอง บำรุงผิว บำรุงระบบประสาท เป็นต้น ตะไคร้ชื่อภาษาอังกฤษ ว่า Lemongrass ชื่อวิทยาศาสตร์ ของตะไคร้ คือ Cymbopogon citratus (DC.) Stapf ตะไคร้มีประโยชน์ เป็นทั้งยารักษาโรค และมีประโยชน์ทางโภชนาการสูง เช่น วิตามินเอ ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เป็นต้น ตะไคร้(Lemongrass) เป็นพืชตระกูลหญ้า เป็นพืชล้มลุก ใบของตะไคร้เป็นเรียวยาว ใบมีขน ทั้งต้นตะไคร้มีกลิ่นฉุน สามารถขยายพันธ์โดยแตกหน่อ เราสามารถแบ่งตะไคร้ได้เป็น 6 ชนิด ได้แก่ ตะไคร้หอม ตะไคร้กอ ตะไคร้ต้น ตะไคร้น้ำ ตะไคร้หางนาค และตะไคร้หางสิงห์ ซึ่งตะไคร้เป็นสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย อินโดนีเซีย พม่า ศรีลังกา และไทย การปลูกตะไคร้ เราใช้การปักชำลำต้นของตะไคร้ ตะไคร้ชอบดินร่วนซุย เป็นพืชที่ชอบน้ำ ชอบแดด เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกประเภท

 

สรรพคุณของตะไคร้

  • ทั้งต้นของตะไคร้ นิยมใช้เป็นยา ใช้รักษาโรคหอบหืด แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะและแก้อหิวาตกโรค หรือนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยทำเป็นยาทานวด นำมารับประทาน ช่วยบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร และขับเหงื่อได้
  • หัวของตะไคร้ นำมาใช้เป็นยา ใช้รักษากลากเกลื้อน แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ แก้ปัสสาวะขัด รักษานิ่ว บำรุงไฟธาตุ เป็นยาแก้อาเจียน ยาลดความดันโลหิตสูง แก้กษัยเส้น และแก้ไข้ เป็นต้น
  • รากของตะไคร้ สามารถใช้แก้ปวดท้อง และรักษาอาการท้องเสีย
  • ต้นตะไคร้ สามารถนำมาใช้เป็น ยาขับลม แก้อาการเบื่ออาหาร ขับปัสสาวะ รักษาโรคทางเดินปัสสาวะ รักษานิ่ว เป็นยาบำรุงไฟธาตุ รักษาโรคหนองใน และช่วยดับกลิ่นคาวอาหารได้ด้วย
  • ใบสดของตะไคร้ นำมาใช้เป็นยาแก้ไข้หวัด ลดอาการไอ รักษาโรคความดันโลหิตสูง บรรเทาอาการปวดได้ แก้อาการปวดศีรษะ
  • สรรพคุณอื่นๆของตะไคร้ เช่น ช่วยไล่แมลง ล้างสารพิษในร่างกาย ช่วยย่อยอาหาร ช่วยซ่อมแซมและบำรุงระบบประสาท ช่วยรักษาอาการอักเสบ ช่วยบำรุงผิว

 

8.ฟ้าทะลายโจร

เป็นสมุนไพร ที่มีสรรพคุณ ช่วยสมานแผล ลดไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ รักษาระบบทางเดินอาหารอักเสบ รักษาทอนซิลอักเสบ ฟ้าทลายโจร เป็นสมุนไพรที่กระทรวงสาธารณะสุขส่งเสริมให้ประชาชนปลูก ฟ้าทลายโจรมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Andrographis paniculata Wall. ex Ness. ชื่ออื่นๆ เช่น น้ำลายพังพอน ฟ้าสาง หญ้ากันงู สามสิบดี ฟ้าสะท้าน เขยตายยายคลุม เมฆทะลาย ชื่อเรียกของฟ้าทลายโจร ก็จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น ฟ้าทะลายโจรเป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นตั้งตรง ปลายกิ่งเป็นสี่เหลี่ยมสีเขียว ความสูงประมาณ 2 ฟุต ใบของฟ้าทลายโจร เป็นใบเดี่ยว ใบแคบ ตรงปลายและโคนใบจะแหลม ผิวมัน สีเขียว ดอกของฟ้าทลายโจร เป็นช่อตามง่ามใบ และส่วน ยอดของต้น ลักษณะของดอกเป็นหลอด ส่วนปลายของดอก จะแยกออกเป็น 5 กลีบ มีสีขาวอมม่วง ดอกฟ้าทะลายโจรจะแบ่งออกเป็น 2 ปาก โดยปากบนจะแยกออกเป็น 3 กลีบ และปากล่างจะแยกออก 2 กลีบ และมีเลี้ยง 5 กลีบผลของฟ้าทะลายโจร มีขนาดเล็ก และเมื่อผลแก่เต็มที่จะแตกออกเป็นสองซีก ภายมีสีน้ำตาล การขยายพันธุ์ของฟ้าทะลายโจรสามารถขยายพันธ์ดดยใช้เมล็ด

 

สรรพคุณของฟ้าทะลายโจร

  • ใบของฟ้าทะลายโจร สามารถใช้รักษาแผลน้ำร้อนลวก แผลไฟไหม้ นำมาบดผสมกับน้ำมันพืช แล้วพอกบริเวณแผล
  • ต้นของฟ้าทะลายโจร นำมาใช้แก้บิด ชนิดติดเชื้อ แก้โรคระบบทางเดินอาหารอักเสบ ลดไข้ แก้ทอนซิลอักเสบ โดยนำต้นฟ้าทะลายโจร มาต้มน้ำและนำไปดื่ม

 

9.โหราเดือยไก่

สมุนไพรมีพิษ สรรพคุณบำรุงไต บำรุงเลือดและหัวใจ ช่วยบำรุงธาตุไฟ แก้มือเท้าเย็น บรรเทาอาการปวด ขับเหงื่อ ขับของเสียอออกจากร่างกาย ขับปัสสาวะ โหราเดือยไก่ สมุนไพรมีพิษ สรรพคุณบำรุงไต บำรุงเลือดและหัวใจ ช่วยบำรุงธาตุไฟ แก้มือเท้าเย็น บรรเทาอาการปวด ขับเหงื่อ ขับของเสียอออกจากร่างกาย ขับปัสสาวะ แก้ปวดหัว แก้ปวดท้อง ช่วยแก้อาการฟกช้ำ ปวดบวม แก้ปวดก้นกบ แก้อัมพฤกษ์ รักษาอัมพาต ช่วยลดอาการบวมน้ำที่เกิดจากโรคไต เป็นต้น จากข้อมูลทางเภสัชศาสตร์ได้ศึกษาโหราเดือยไก่ พบว่ามีสาร Alkaloidsอยู่หลายชนิด เช่น Aconitine, Carmichaeline, Chuan-wubase A, Chuan-wu-base B, Hypaconitine, MesaconitineและTalatisamine เป็นต้น ซึ่งสารที่พบในโหราเดือยไก่มีฤทธิ๋กระตุ้นหัวใจ ทำให้หัวใจมีการบีบตัวได้ดีขึ้น มีการนำสารAlkaoids ไปทดลองกับหนู สามารถแก้อาการปวดของหนูได้ สารชนิดนี้สามารถทำให้ชาและบรรเทาอาการปวดได้ ขนที่ยอดต้น หัวของต้นอยู่ใต้ดิ เปลือกสีน้ำตาล มีรากแก้ว ใบเป็นใบเดี่ยว ดอกออกเป็นช่อ สีน้ำเงินอมม่วง ผลกลมยาว

 

สรรพคุณของโหราเดือยไก่

  • รากและหัวของโหราเดือยไก่ โหราเดือยไก่ตามตำราการแพทย์แผนจีน ระบุ มีรสเผ็ดร้อน เสริมหยางในระบบหัวใจ ช่วยบำรุงธาตุไฟ กระจายความเย็นที่มาจับ ให้ความอบอุ่นแก่กระเพาะอาหาร แก้มือเท้าเย็น บำรุงไต บรรเทาอาการปวด ขับเหงื่อ ขับของเสียอออกจากร่างกาย ขับปัสสาวะ
  • หัวของโหราเดือยไก่ มีฤทธิ์ร้อน ใช้เป็นยาร้อน ใช้แก้ปวดศีรษะ แก้ปวดท้อง และบรรเทาอาการปวด เป็นยาแก้ฝีเย็นทั้งภายในและภายนอก ช่วยแก้อาการฟกช้ำ ปวดบวม แก้ปวดก้นกบ แก้อัมพฤกษ์ รักษาอัมพาต
  • รากของโหราเดือยไก่ ใช้ บำรุงไต ทำให้ร่างกายอบอุ่น แก้อาการปวดท้อง แก้ปวดกระเพาะ ช่วยลดอาการบวมน้ำที่เกิดจากโรคไต ช่วยแก้อาการมือเท้าชา

 

วิธีการกำจัดพิษของโหราเดือยไก่

  • การกำจัดพิษโหราเดือยไก่ คือ ต้องล้างให้สะอาดก่อน จากนั้นตากให้แห้ง แล้วนำมาแช่น้ำอีกรอบ โดยเปลี่ยนน้ำใหม่ วันละ 1-2 ครั้ง หลังจากนั้นนำไปต้มกับถั่วดำและชะเอม ต้มจนสุก จากนั้นค่อยนำไปตากแดดให้แห้ง
  • วิธีแก้พิษโหราเดือยไก่ หากกินโหราเดือยไก่โดยไม่กำจัดพิษก่อน ต้องทำการล้างท้อง ทำให้อาเจียน และให้น้ำเกลือ และทำให้ร่างกายอบอุ่น

 

10.สะระแหน่

ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Mint สมุนไพรแหล่งกำเนิดมาจากแถบยุโรปตอนใต้และแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สะระแหน่สรรพคุณ ดูแลช่องปาก เหงือกและฟัน แก้ท้องอืด แก้ท้องเฟ้อ ช่วยขับลม แก้ท้องเสีย แก้ท้องร่วง แก้ปวดเมื่อย แก้แมงสัตว์กัดต่อย นิยมนำมาทำอาหาร เพราะให้กลิ่นหอม สามารถสกัดเพื่อใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมยาสะระแหน่ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง พบว่าใบสะระแหน่ มีน้ำมันหอมระเหย ประกอบด้วย เมนทอล (Menthol) ไลโมนีน (Limonene) นีโอเมนทอล (Neomenthol) นักโภชนาการได้ศึกษาใบสะระแหน่ 100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 47 กิโลแคลอรี โปรตีน 3 กรัม ไขมัน 0.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 6 กรัม แคลเซียม 40 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 7 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 4 มิลลิกรัม วิตามิน บี 1 0.13 มิลลิกรัม วิตามิน บี 2 0.29 มิลลิกรัม ไนอาซีน 0.7 มิลลิกรัม วิตามิน ซี 88 มิลลิกรัม เบต้า แคโรทีน 538 ไมโครกรัม สะระแหน่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mentha aruensis Linn ชื่ออื่นๆของสะระแหน่ เช่น  สะระแหน่สวน หอมด่วน สะแน่ มักเงาะ เป็นต้น สะระแหน่ เป็นพืชล้มลุก ซึ่งมีลำต้นเป็นรูปสี่เหลี่ยมเลื้อยบนดิน ใบกลม ขอบใบหยัก สีเขียว มีกลิ่นหอม ดอกมีกลีบสีขาว

 

สรรพคุณของสาระแหน่

  • นำมาใช้รักษาโรคต่างๆ เช่น แก้ปวดท้อง แก้จุกเสียด ขับผายลม แก้แน่น แก้ไอ ขับเสมหะ ขยี้ทาขมับ แก้ปวดศีรษะ ดมแก้ลม ทาแก้ฟกบวม ท้องเฟ้อ
  • นำสะระแหน่มาใช้รักษาอาการปวดศรีษะ ปวดฟัน เจ็บคอ เจ็บปาก เจ็บลิ้น รักษาท้องร่วง หรือ อุจจาระเป็นเลือด โดยนำ ใบสะระแหน่ มาต้มน้ำดื่มผสมเกลือ
  • นำสะระแหน่มารักษา อาการโดนแมลงสัตว์กัดต่อย โดย บดใบสะระแหน่ และนำมาพอกบริเวณที่โดนกัด
  • นำสะระแหน่มา ช่วยห้ามเลือดกำเดา โดยนำใบสะระแหน่มาคั้นน้ำ และนำหยอดที่รูจมูกใช้ห้ามเลือดได้ แก้ปวดหูโดย นำน้ำคั้นใบสะระแหน่มาหยอดหู

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

RSS Breaking news

RSS ข่าวสด